สถาปัตยกรรมตามลำดับการสร้างเมืองโบราณ
ของคุณเล็ก และครอบครัว วิริยะพันธุ์

ยุคต้น

รุ่งอรุณทางความคิด ดำรงอารยะแห่งสยาม

พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๑๕

ยุคต้นของเมืองโบราณนั้นเป็นยุคเดียวกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองไทยในช่วงสมัยของจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม เป็นช่วงที่มีการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจซึ่งสวนทางกับการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง และวัฒนธรรมท้องถิ่นอันหลากหลายของประเทศ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ได้เล็งเห็นคุณค่าและเสียดายความงดงามทางศิลปะประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศที่กำลังเสื่อมสลาย จึงอุทิศตนเองรวบรวมบรรดาศิลปะวัตถุรวมทั้งวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นวิทยาทาน เพื่อเป็นองค์ความรู้และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนรุ่นหลัง ปี พ.ศ.2506 คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ จึงเริ่มก่อสร้างเมืองโบราณ สิ่งก่อสร้างในเมืองโบราณมิได้มีแค่โบราณสถานที่ถ่ายแบบมาก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังนำเอาบรรดาสถาปัตยกรรมและวัตถุทางชาติพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไปมาสร้างขึ้นใหม่และเก็บรักษาไว้  ตลอดจนการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมและองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าหาหลักฐานทั้งจากเอกสาร ภาพวาดหรือซากที่ยังหลงเหลืออยู่มาก่อรูปขึ้นใหม่ ดังต่อไปนี้ สร้างอาคารบริเวณพื้นที่ภาคกลาง  ได้แก่ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท (27)  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท(23) มณฑปพระพุทธบาท สระบุรี(33)  ท้องพระโรงกรุงธนบุรี(16) ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการปกครองของสยามประเทศ รวมทั้ง เรือนทับขวัญ(18) ตัวแทนพระราชวังสนามจันทร์คุ้มขุนแผน(19) และ เรือนต้น(24) อีกด้วย สร้างอาคารกลุ่มปราสาทหิน ได้แก่ ปราสาทพระวิหาร(72)  ปราสาทหินพนมรุ้ง(87) ปราสาทหินพิมาย(86)  ปราสาทศรีขรภูมิ(90)  พระปรางค์ยอดกลีบมะเฟือง(32)  พระปรางค์สามยอด(35)  ปราสาทสด๊กก๊อกธม(93)  แอ่งอารยธรรมอีสาน บนพื้นที่อันกว้างใหญ่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของแอ่งอารยธรรมอีสาน และยังมีสถานที่อื่นๆ ได้แก่ เทวโลก(43)  ศาลาร้องทุกข์(48)  เนินปราสาท สุโขทัย(49) วิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย(50)  ศาลาโถงวัดนิมิตร(95)  หอคำ(53)  พระธาตุพนม(71)  พระธาตุบังพวน(66)  พระเจดีย์ศรีสองรักษ์(63)   พระธาตุนารายณ์เจงเวง(69) เป็นต้น

ยุคกลาง

เรียนรู้จากอดีต สรรค์สร้างจากหลักฐาน

พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๒๕๓๕

ยุคที่ 2 ของการสร้างเมืองโบราณนั้น เป็นพัฒนาการในทางความคิดริเริ่มของคุณเล็กอย่างแท้จริง ด้วยการไปสำรวจและรื้อมาด้วยตนเอง มิใช่การให้นายช่างสถาปนิกเป็นผู้เขียนแบบอีกต่อไป เป็นการรวบรวมเอาอาคารไม้จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมมาสร้างและรักษาไว้

อาคารเครื่องไม้เป็นอัตลักษณ์แท้ของชุมชนในท้องถิ่น เพราะนอกจากใช้วัสดุที่หาได้จากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีการใช้งานเป็นทั้งอาคารบ้านเรือน วัดวาอารามโดยออกแบบให้สอดคล้องกับคตินิยมของคนในท้องถิ่นนั้นๆ กระทั่งสิ่งปลูกสร้างจากไม้เหล่านี้มีความเสื่อมโทรมลง ประจวบกับการนิยมใช้คอนกรีตหรือปูนที่มีความคงทนมากขึ้น จึงทำให้อาคารไม้ถูกทิ้งร้างเป็นจำนวนมาก คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ จึงได้ผาติกรรมหรือขอซื้อรื้อถอนมาปลูกไว้ที่เมืองโบราณ เพื่อรักษาให้คงอยู่ต่อไป อันได้แก่

กลุ่มอาคารตลาดน้ำ ตำหนักหยก(45)  วิหารวัดพร้าว(46)  กลุ่มอาคารในตลาดโบราณ(10) ซึ่งเป็น ภาพวิถีชีวิตชุมชนของสังคมสยามในอดีต เปรียบเสมือนเส้นทางการค้าขายทางเศรษฐกิจและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  อันประกอบไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ของผู้คนที่อยู่ร่วมในท้องถิ่นเดียวกัน

อาคารที่พักอาศัยที่ทำจากไม้  ซึ่งนำมาจากทั่วประเทศ  คือ  หมู่บ้านไทยภาคกลาง(38)   หมู่บ้านไทยภาคเหนือ(60)  วัดจองคำ(55) รวมทั้งสร้าง  หอพระแก้ว(30) ขึ้นมาจากรูปจำหลักบานประตูตู้พระธรรม

พิพิธภัณฑ์ชาวนา(121) ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวทางชาติพันธุ์ และเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่คนไทยคิดค้นขึ้นด้วยภูมิปัญญา เพื่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เป็นแหล่งรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ของคนสยามครั้งแรกในประเทศไทย  อาคารเครื่องไม้ต่างๆที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้ล้วนเป็นของจริง ไม่ใช่ของทำเลียนแบบหรือเรือนจำลอง

นอกจากนี้ยังสร้างกลุ่มอาคารซากปรักหักพัง เช่น วิหารพระศรีสรรเพชญ(25) ประตูวัดโพธิ์ประทับช้าง(39) ป่าเจดีย์(92) และโรงละคร(94) อันเป็นการสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองและเสื่อมสลายของโบราณสถานไปด้วยกัน

ช่วงระยะเวลากว่า 10 ปี ในการออกตระเวนสำรวจทุกภูมิภาคของประเทศไทย  เพื่อรวบรวมข้อมูลและหาสิ่งของ มาสร้างเมืองโบราณ ทำให้คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม จนมีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ จึงทำให้สิ่งที่เคยคิดสร้างไว้ให้เป็นเพียงสถานที่เที่ยวหย่อนใจ พัฒนาขึ้นเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาเรียนรู้รากเหง้าของความเป็นสยามในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่ให้ความเข้าใจทั้งด้านภูมิศาสตร์  ศิลปะ  วิถีชีวิต และสังคมวัฒนธรรม ทำให้เมืองโบราณเป็นพิพิธภัณฑ์ของสยามประเทศที่มีชีวิตที่รวบรวมไว้ในสถานที่แห่งเดียว

ปี พ.ศ 2524 คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ได้สร้างปราสาทไม้สัจธรรมขึ้น ภายหลังจากที่ได้สร้างโรงละครในเมืองโบราณสร้างขึ้นสำเร็จอย่างสวยงามจนเป็นที่พอใจของท่านแล้ว  ความรู้จากการสร้างโรงละครทำให้ท่านสามารถคิดและออกแบบสิ่งก่อสร้างไม้ขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยตนเอง  กอปรกับความสนใจในเรื่องปรัชญา สุภาษิตที่สั่งสมอยู่เป็นเวลานาน จึงผลักดันให้คิดสร้างศิลปกรรมที่จะสื่อความหมายทางคุณธรรมและมนุษยธรรมที่บรรดาศาสดาและปรัชญาเมธีในอดีตค้นพบและคิดขึ้นมาสอนมนุษย์ให้อยู่อย่างสันติสุข ซึ่งเป็นเรื่องของศาสนาและจิตวิญญาณ  จนปัจจุบันเป็นปราสาทไม้ที่สูงใหญ่ที่สุดในโลก และยังดำเนินการก่อสร้างโดยทายาทรุ่นที่สองต่อมา

ยุครังสรรค์

สถาปัตย์รังสรรค์ รูปธรรมแห่งปรัชญา

พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๔๓

สถานที่ในยุคนี้สร้างมาจากองค์ความรู้ ความคิด สร้างสรรค์และจินตนาการ การออกแบบของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของสกุลช่างเมืองโบราณ ที่ไม่สามารถหาชมได้จากที่อื่นๆ เพราะเป็นต้นแบบที่ได้พัฒนาจากการสั่งสมประสบการณ์ตลอดชีวิตของท่าน  โดยในส่วนรังสรรค์. คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ตั้งใจที่จะแสดงเรื่องราวทางด้านศาสนา ประเพณี  พิธีกรรมได้โดยไม่ขัดแย้งกับความจริงทางประวัติศาสตร์ ความโดดเด่นของพื้นที่รังสรรค์คือมีความโล่ง และเย็นสบาย มีศาลาพักร้อนกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งกลุ่มศาลาที่มีน้ำล้อม เช่น สวนพฤกษชาติในวรรณคดีไทย(109)  กลุ่มศาลารามเกียรติ์(107)  และศาลาฤษีดัดตน(103) ที่สัมพันธ์กับพื้นน้ำที่ล้อมเขาพระสุเมรุ(102)

โดยเฉพาะได้นำเอาคติในเรื่องจักรวาลที่คนในยุคใหม่เห็นว่าไม่ตั้งอยู่บนความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้น ซึ่งแท้จริงเป็นสิ่งที่นักปราชญ์ในสมัยก่อนมุ่งที่จะสอนคุณธรรมให้จรรโลงสังคม  มารังสรรค์ขึ้นในพื้นที่ส่วนนี้ มีปลาอานนท์ และไพชยนต์มหาปราสาทบนยอดเขาพระสุเมรุ(102)  มีแท่นของพระอินทร์ที่ว่างเปล่าเป็นประธาน ความโดดเด่นอีกประการของพื้นที่รังสรรค์คือการให้ความสำคัญกับเรื่องศาสนา  เพราะคุณเล็ก  วิริยะพันธุ์  เห็นว่าศาสนาคือสิ่งที่ค้ำจุนความสงบสุขของโลก บุคคลที่ประพฤติธรรมในพระศาสนาก็อาจบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์ได้ ดังเช่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) (105)  ที่คุณเล็ก  วิริยะพันธุ์  สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาของพระองค์ที่มีต่อโลกและสรรพสัตว์ พร้อมกันนั้นยังสร้างอาคารไม้สามชั้นที่งดงามเรียกว่า ศาลาพระอรหันต์(110) ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จจนปัจจุบัน

และยังมีการสร้างอาคารพื้นที่ส่วนรังสรรค์อื่นๆ  ได้แก่ มณฑปเทพบิดร(108) ขบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารค(104)   ศาลาทศชาติ(100) ศาลาขงเบ้ง(115) ศาลา 24 กตัญญู(114) และเรือสำเภาไทย(113)

ปี พ.ศ. 2537 คุณเล็ก วิริยะพันธุ์  มอบหมายให้ คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ บุตรชายคนโตสร้างพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ  เพื่อรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุ โดยคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ได้ให้ช่างปั้นรูปจำลองของช้างเอราวัณจากจินตนาการของท่าน กำหนดให้ภายในท้องช้างเป็นพื้นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ และศิลปะวัตุที่ท่านสะสม เพื่อเก็บรักษาให้อยู่ในสถานที่อันเหมาะสมปลอดภัยและในปัจจุบัน ช้างเอราวัณได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการรับรู้ของผู้คนที่มากราบไหว้ ขอโชคลาภและความคุ้มครอง ความสวยงามโดดเด่นของอาคารนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของผู้ที่เคารพโดยทั่วไป

ยุคบูรณะฟื้นฟู

สืบสานเจตนา ดำรงจิตสำนึกไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๕๙

หลังคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ถึงแก่กรรมลง เมื่อปี พ.ศ. 2543  เมืองโบราณชำรุดทรุดโทรมลงไปตามอายุของอาคารต่าง ๆ  บรรดานายช่างร่วมปรึกษากันถึงงานสืบสานเมืองโบราณภายใต้การบริหารงานของทายาท ท่ามกลางความคิดเห็นและหลักวิชาการสำนักต่างๆที่หาข้อสรุปได้ยาก  ดังคำว่า  “รักษายากกว่าสร้าง” ยิ่งไปกว่านั้นการรักษายังเป็นการลงทุนที่สูงกว่าสร้างใหม่ด้วย เนื่องจากเป็นอาคารที่ต้องอนุรักษ์รูปแบบไว้ให้มากที่สุด  จึงเรียกยุคนี้ว่าการ “บูรณะใหม่” เกือบทั้งหมด  อาคารทุกอาคาร  สวนทุกพื้นที่  และศิลปะทุกชิ้นต้องได้รับการดูแลอนุรักษ์อย่างดีที่สุด  เสมือนหนึ่งสร้างขึ้นมาใหม่หากแต่สร้างขึ้นบนฐานอาคารเดิม  เพื่อให้ผลงานที่ทรงคุณค่าได้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีงานควบคุมการสร้างพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณให้สำเร็จลุล่วงและเปิดให้เข้าชมได้ เมื่อคุณพากเพียร  วิริยะพันธุ์  ถึงแก่กรรมลงเมื่อปี พ.ศ. 2545  นับเป็นช่วงเวลาอันเป็นทางสองแพร่งว่า กลุ่มพิพิธภัณฑ์เมืองโบราณจะดำเนินต่อไปในทิศทางใด  จึงมีการระดมผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนเพื่อสืบสานให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด

ยุคเจริญเติบโต

มรดกยิ่งใหญ่ ยั่งยืนข้ามยุคสมัย

พ.ศ. ๒๕๖๐ - ปัจจุบัน

เมืองโบราณเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ซึ่งดำเนินงานมากว่า 50 ปีภายใต้เจตนารมณ์ของคุณเล็ก และคุณประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ได้กล่าวว่า “เราผู้ยึดถือวัฒนธรรมเป็นภารกิจ” ประสบกับปัญหาที่ยากนานาประการในอันที่จะสานต่อปณิธานของท่านผู้สร้าง  หากทายาทรุ่นต่อมาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษามรดกทางวัฒนธรรมทั้งสามแห่งไว้  จึงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ภายในพิพิธภัณฑ์ทั้งสามแห่งให้คนทั่วโลกได้รับรู้  อย่างไรก็ตามแม้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะสามารถทดแรงงานมนุษย์ได้ แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ทางศิลปะ สถาปัตย์ ของชนชาติสยาม อันเป็นงานศิลปะที่ประณีตละเอียดอ่อนตามแบบโบราณได้  ดังนั้นช่างที่มีฝีมือจึงยังมีบทบาทสำคัญในการสานต่อผลงานที่ยิ่งใหญ่นี้ 

การเปิดศักราชใหม่ของเมืองโบราณในปี พ.ศ. 2560 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้จึงยังคงสามารถรักษาฝีมือของช่างสกุลเมืองโบราณไว้  ความลุ่มลึกของรากฐานแนวคิดหลักปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ที่สะท้อนออกมาในงานช่างและศิลปกรรมที่หาชมได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบัน เช่น  สะพานเมืองโบราณชัยศรี  พุทธาวาสแห่งอนัตตจักรวาล  ศาลหลักเมือง  พระที่นั่งไอศวรรย์  สะพานรุ้ง(111)  ศาลาพระโมคคัลลานะ  ศาลาพระสารีบุตร  ศาลาพระมหากัสสปะ  ประติมากรรมเขาใหญ่(120)  ศาลาเรือมังกร  ศาลาพรหมวิหาร(108)     หอพระภูมิพลสยามเทวาธิราช  อาคารต่างๆที่เมืองโบราณได้สร้างขึ้นเพิ่มเติมเหล่านี้ ยังเป็นการนำความรู้และรูปแบบในอดีตมาเป็นพื้นฐานในการออกแบบก่อสร้างและปรับวิทยาการปัจจุบันเข้าไปผสมผสานอย่างเหมาะสม  เพื่อดำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของคนโบราณที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากอดีต สู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในปัจจุบัน